วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ครั้งที่สอง


Bangkok marathon 2015

42 km.   -   4:50 h.




"มาราธอนแรกอาจไม่ยากเท่าครั้งที่สอง" 

เคยอ่านผ่านตามา จนวิ่งผ่านเองแล้วก็เข้าใจได้ว่าไม่ใช่เรื่องของร่างกาย แต่เป็นจิตใจ
- เราผ่านจุดที่จะบอกตัวเองว่าชีวิตนี้ขอวิ่ง 42 km. ให้ได้ซักครั้งไปแล้ว เราจะมีแรงบัลดาลใจพอไหม
- เราเคยต้องตื่นมาซ้อมตี4 หลายๆวันตามโปรแกรมซึ่งเป็นจุดที่ยากที่สุดในการซ้อม ถ้าวิ่งอีกก็เจออีก
- เราเคยรู้แล้วว่าหลังกิโลที่35จะเจอกับอะไร




แต่ก็เหมือนเดิม พอผ่านเข้าเส้นชัยความรู้สึกและสิ่งดีๆที่ได้รับมันทำให้เราบอกตัวเองได้ว่าเหมือนเดิมว่า ฟูลมาราธอนเป็นหนึ่งในสิ่งดีๆที่เกิดขึ้นในชีวิตเรา
#บางกอกมาการอง #ซูเปอร์ฮาร์ฟในตำนาน

วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2558

Review Garmin Forerunner 920XT

          หลังผ่านฟูลมาราธอนแรกมาได้(แบบพอทน) เริ่มรู้สึกตัวเองจริงจังกับการออกกำลังกายมากกว่าเดิม พร้อมกับมองหาเป้าหมายใหม่ เลยมองหาอุปกรณ์ช่วยบันทึกการซ้อม เก็บสถิติ ทำให้อยากลองหาการ์มินมาใช้ซักตัว เนื่องจากเป็นแบรนด์ที่ค่อนข้างได้รับความนิยมในไทย รวมถึงตั้งแต่ตอนเริ่มปั่นจักรยานใครๆก็แนะนำให้ใช้การ์มินตระกูล Edge พร้อมประโยคคลาสสิก "เจ็บ แต่จบ" อ่ะลองดูก็ได้ แต่รุ่นที่ตอบโจทย์คงต้องเป็นแบบคาดข้อมือเพราะตอนนี้วิ่งไม่น้อยกว่าออกไปปั่นแล้ว พอดีการ์มินออกนาฬิกาสำหรับไตรกีฬารุ่นใหม่ช่วงสิ้นปี 2014 น่าจะตรงกับความต้องการพอดี ได้โอกาสจัดมาแบบอ้างว่าให้ของขวัญวันเกิดตัวเองช่วงกลางเดือนมกราคม 2015

ยินดีต้อนรับ อยู่ด้วยกันไปนานๆนะ(เปลี่ยนบ่อยๆไม่ไหว)

          เลือกซื้อแบบมีเฉพาะตัวเรือนนาฬิกาสีดำ-ฟ้าไม่เอาบันเดิล เนื่องจากก่อนหน้าเคยใช้ HRM : Heart rate Monitor แบบคาดหน้าอกแล้วพบว่าไม่สะดวกตอนวิ่ง สีบ้างเลื่อนลงไม่อยู่กัยที่บ้าง อนาคตจะลองหาแบบคาดข้อมือมาใช้ (ลืมไปว่าจัดบันเดิลมาแล้วเอาสายวัดแยกขายน่าจะคุ้มกว่า) แกะกล่องมาก็ง่ายๆ มีอุปกรณ์แค่ตัวนาฬิกา สายชาร์ตแบบใช้ได้เฉพาะรุ่น ใบรับประกัน และคู่มือเบื้องต้นเล่มเล็ก คู่มือแบบละเอียดหาโหลดเอาจากเวปการ์มินหรือดูการตั้งค่าจาก youtube ก็สะดวกดี 

แกะออกมามีเท่านี้

          อธิบายความรู้สึกหลังลองใส่ครั้งแรกพบว่าตัวนาฬิกาน้ำหนักเบากว่าที่คิด ตัวหน้าจอไม่ได้ใหญ่มากจนเต็มเรือน แต่ดีไซน์เส้นสีฟ้ารอบขอบทำให้ดูสมดุลกับตัวเรือน จอไม่ได้ละเอียดมากยังเห็นเป็นพิกเซลชัดเจนแต่ไม่มีปัญหาตอนใช้งานเพราะไม่ได้ต้องการความละเอียดสูงแบบจอสมาร์ทโฟนอยู่แล้ว เพิ่งเคยได้ใช้จอ E-ink ข้อดีคือคมชัดมากกลางแจ้งสู้แดดสุดๆ แต่จอไม่ได้มีแสงออกมาตลอดเวลา ถ้าต้องใช้งานตอนเช้ามืดหรือกลางคืนอาจต้องคอยกดไฟเพื่อดูข้อมูลขณะออกกำลังกาย

          สายนาฬิกาค่อนข้างกว้างน่าจะกว้างกว่านาฬิกาวิ่งโดยเฉพาะอย่าง 220/620 ยึดอยู่กับตัวเรือนแน่นหนา รัดข้อมือก็แน่นกระชับแบบนาฬิกาสายเรซิ่นหนาๆ(นึกถึง G-shock) แต่สายค่อนข้างนุ่มนะ ไม่เคยมีปัญหาเสียดสีใดๆจากการใช้งาน สายที่มากับเครื่องจะมีสีหลักเป็นสีดำโดยขอบรูใส่สลักจะเป็นสีฟ้า แต่ถ้ามองจากด้านหลังสายจะเป็นสีฟ้าพาดกลางเส้นมีแค่ขอบเป็นสีดำ แต่ละรูสลักห่างกันประมาณ 5 มม. สายมีแบบให้เลือกเพียบ รู้สึกจะใช้ร่วมกันกับ Fenix3 ได้ สายหนังสายเหล็กเลือกตามชอบ

การเริ่มใช้งาน
 
         การใช้งานครั้งแรกไม่ยากแม้จะไม่เคยใช้งานอุปกรณ์แบบนี้มาก่อนเลย เริ่มจากเสียบสายชาร์ตเพื่อซิงค์กับคอมซะก่อนทีแรก เผื่อมีการอัพเดท FW จะได้เป็นตัวล่าสุด ใช้ฟังชั่นครบๆสมราคาค่าตัว โดยแค่ติดตั้งโปรแกรม Garmin express แล้วคลิกตามขั้นตอน ครั้งแรกกดหา device ใหม่ ถ้ามีไฟล์อัพเดทจะขึ้นมาอัตโนมัติ กดอัพเดท รอซักครู่จนเรียบร้อยแล้วใช้งานได้เลย การใช้งานหลังจากนั้นแทบไม่จำเป็นต้องเอามาซิงค์อีกเลย เพราะถ่ายโอนข้อมูลการออกกำลังกายได้ด้วย Bluetooth หรือ wifi ได้อยู่แล้ว เว้นแต่อยากมาโหลด application หรือหน้าปัดนาฬิกาเพิ่ม (น่าจะสะดวกกว่าโหลด wifi)
     
หน้าตาเรียบง่าย มีให้กดอยู่ไม่กี่ที่

          ส่วนการเชื่อมต่อโทรศัพท์เพื่อใช้งาน Notification และส่งข้อมูล ทำเหมือนแชร์อุปกรณ์บลูทูชเพิ่ม การใช้งานดูข้อมูลทางโทรศัพท์ดูผ่าน App. garmin connect หน้าอินเทอร์เฟซดูทันสมัยแบบเรียบๆ สีดำเป็นหลัก ข้อมูลละเอียดดี แต่อยากดูแบบเต็มประสิทธิภาพ ดูผ่านเวปไซต์ garmin connect แจ่มสุด ละเอียดมากกกกก (บอกได้กระทั่งว่ารอบนี้ว่ายน้ำในสระว่ายน้ำด้วยท่ากบ)

Garmin connect เรียบง่ายแบบ App. (ซ้าย) เยอะละเอียดแบบ Decktop (ขวา) 

การเก็บข้อมูลและสถิติการออกกำลังกาย

          สามารถเก็บข้อมูลได้หลากหลายและละเอียดมาก รวมถึงเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เสริมเพิ่มเพื่อเก็บค่าเฉพาะด้าน (แน่นอนว่าเสียเงินค่าอุปกรณ์เสริมอีกเพียบถ้าต้องการข้อมูลสำคัญครบถ้วน...เจ็บแล้วก็ยังไม่จบสินะ -.-) ขอสรุปแยกแบบคร่าวๆตามประเภทกีฬาพื้นฐานที่มีให้ติดเครื่องมา (นอกจากนี้ตั้งค่าเพิ่มได้ เช่น ทวิกีฬา เทรคกิ้ง ฯลฯ)

ข้อมูลพื้นฐาน แสดงทุก workout ที่บันทึก

- ทุกประเภทกีฬา เนื่องจากเป็น GPS Watch ความสามารถพื้นฐานที่เก็บได้แน่ๆคือ 
     1. หมวดแทรคเส้นทางออกกำลังกายกลางแจ้ง หรือจุดที่เราออกกำลังกายในร่ม (ถ้าจับ GPS ได้) ซึ่งความเร็วในการจับสัญญานเร็วมาก พอๆกับโทรศัพท์มืดถือรุ่นดีๆ ยิ่งถ้าเป็นจุดที่ออกกำลังกายประจำยิ่งจับได้เร็วเพราะเครื่องน่าจะเป็นไว้ในหน่วยความจำ นำมาพล๊อตเป็นแผนที่ให้ แสดงเส้นทางเริ่มถึงสิ้นสุด
     2. หมวดระยะทาง ระยะทางทั้งหมด ระยะทางแต่ละช่วง lap ซึ่งตั้ง Auto หรือกดเองที่ปุ่ม back บนหน้าปัด
     3. หมวดระยะเวลา ช่วงเวลาที่ใช้ออกกำลัง เวลาต่อระยะทาง
     4. หมวดความเร็วการเคลื่อนที่ จากการคำนวณตำแหน่ง วิ่งและว่ายน้ำบอกเป็น PACE จักรยานบอกเป็น KM./H. หรือหน่วยอื่นๆตามแล้วแต่ตั้งค่า ความเร็วเฉลี่ยต่อเวลา ความเร็วเฉลี่ยต่อรอบที่ตั้งไว้
     5. ความสูง เมื่อเคลื่อนที่ขึ้นลงมีการเปลี่ยนระดับ เช่น ขึ้น-ลงเนิน เป็นค่า Elev. Gain
     6. แคลอรี่ ใช้โปรแกรมคำนวณจากระยะทาง+เวลา+ค่าเฉพาะบุคคลเช่นน้ำหนัก,ส่วนสูง ที่ได้ตั้งค่าไว้ เพื่อให้ได้ค่าใกล้เคียงความเป็นจริงควรใส่ HRM ขณะออกกำลังกายด้วย
   โดยแสดงผลออกเป็นตัวเลข และพลอตกราฟออกมาในค่าข้อมูลที่ต่อเนื่อง เช่น ความเร็ว/ระยะทาง หรืออัตราการเต้นของหัวใจ เป็นต้น 

ข้อมูลต่อเนื่องจะแสดงผลออกมาเป็นกราฟ

- โหมดการวิ่งกลางแจ้ง/วิ่งในร่ม ความสามารถหลักพื้นฐานตามชื่อรุ่น Forerunner ทำได้ทุกอย่างตามรุ่นบนอย่าง 620 แสดงรอบขา:Cadence r/m น่าจะคำนวณจากการแกว่งแขน ถ้าใส่ HRM รุ่นใหม่ของการ์มินจะแสดงค่า การเคลื่อนที่แนวตั้ง และช่วงเวลาที่เท้าสัมผัสพื้นเพิ่มเติมได้ มีฟีเจอร์ Metronome ให้จังหวะการก้าวเท้า ตั้งค่าให้ส่งเสียงและสั่นเตือนเมื่อกำหนด เช่น ครบระยะ การอยู่ในช่วงความเร็วที่ต้องการ

   ถ้าเป็นโหมดวิ่งในร่ม สามารถคำนวณระยะทาง น่าจะมาจากการเทียบการแกว่งแขนเวลาวิ่งกลางแจ้ง ทำให้ค่ามีความคลาดเคลื่อนอยู่ อยากให้แน่นอนขึ้นต้องหา Footpod มาติดตั้งที่รองเท้าเพิ่ม 

   เครื่องจะบันทึกสถิติที่ดีที่สุดของเราในการวิ่งระยะ 1, 5, 10 km. / miles ระยะ half, full marathon ค่า VO2 Max เก็บไว้ในเครื่อง และแจ้งเตือนเมื่อเราสามารถทำลายสถิติของตัวเองได้หลัง workout ครั้งนั้นๆ รวมถึงแจ้งเวลาพักฟื้น : recovery time ก่อนจะออกกำลังกายครั้งต่อไปโดยคำนวณจากความหนักในการออกกำลังก่อนหน้า (เคยแสดงตั้งแต่ 6-52 ชม. ไม่แน่ใจว่ามีมากกว่านี้ไหม)

- โหมดการปั่นจักรยานกลางแจ้ง/ปั่นจักรยานในร่ม ความสามารถน่าจะประมาณรุ่น Edge 20/25 ซึ่งเป็นตัวเริ่มต้น แสดงแค่ความเร็ว ระยะทาง เวลา ความชันของเส้นทาง(ถ้าถอดมาติดตั้งให้ได้ฉากที่แฮนด์รถ) ส่วนค่าอื่นๆแนะนำหาอุปกรณ์เสริมเพื่อแสดงค่าที่ควรรู้ในการปั่นจักรยาน ที่ควรมีคือเซนเซอร์รอบขา+ความเร็ว ส่วนอุปกรณ์เสริมที่รองรับมีอีกเพียบ จัดไปตามกำลัง อย่าง powermeter เกียร์ไฟฟ้า(รองรับการบอกเกียร์ที่เข้าอยู่) รวมถึง quick release kit ที่และเปลี่ยนให้มันกลายร่างจากนาฬิกา ไปเป็น Bike computer ได้ แลกกับการที่นาฬิกาจะมีรูปร่างแปลกไปซะหน่อย

    โดยฟังชั่นที่ไม่มีเหมือน Edge ตัวบนๆ คือ การโหลดเส้นทางลงเครื่อง ความสามารถนำทางแบบแผนที่ (แสดงการทำทางได้แต่แค่เป็นเส้นขึ้นมาพร้อมลูกศรชี้ทิศ แต่การใช้งานจริงทำได้ยาก ไม่มีทางแยกถนนหรือแผนที่ใดๆ แถมจอเล็กสุดๆ) วัดอุณหภูมิไม่ได้ วัดความดันอากาศไม่ได้ และออกมาปลายปี 2014 จึงยังไม่แสดง KOM และใช้กับเซนเซอร์ rearview radar ไม่ได้

   ใช้งานปั่นในร่มหรือขึ้นเทรนเนอร์ จะช่วยเก็ยระยะทางได้ถ้าใช้ app ออกกำลังอย่าง endomondo/strava ถ้าติดเซนเซอร์วัดความเร็วเพิ่มเข้าไป รองรับ ANT+ หลายๆตัว แต่ถ้าจะไม่ใช้ของการ์มินเอง ควรลองหรือสอบถามผู้เคยใช้งาน เพื่อจะได้ไม่เสียเงินฟรีซื้อมาแต่เชื่อมต่อไม่ได้ (แอบอินดี้บ้าง) 

   เครื่องจะบันทึกสถิติที่ดีที่สุดของเราในการปั่นในระยะทาง 40 km. การเปลี่ยนระดับที่มากที่สุด (ไต่เขาขึ้นลง) และทริประยะทางที่ไกลที่สุดที่เคยปั่นได้  

- โหมดการว่ายน้ำพื้นที่เปิด/การว่ายน้ำในสระ เทียบความสามารถกับตระกูล swim ไม่ได้เพราะไม่มีความรู้หรือเคยลองใช้ใดๆ แต่บอกข้อมูลได้พอตามต้องการ pace จำนวนสโตรกที่ใช้ swolf จากที่ลองว่าย openwater ซึ่งไม่บ่อย พบว่าบางช่วงสัญญาน GPS หลุดจับไม่ได้ ระยะมักจะขาดไปบ้าง สังเกตว่าเป็นช่วงที่ว่ายท่ากบนานๆ ซึ่งข้อมืออยู่ใต้น้ำตลอด น่าจะทำให้มีผลกับการรับสัญญาน และไม่สามารถแสดงอัตราการเต้นของหัวใจขณะว่ายน้ำ

   การว่ายในสระ เราต้องตั้งค่าความยาวสระก่อนเริ่ม โดยมีระยะมาตรฐานกำหนดมาให้ 25-33.3-50 m. 25 yards หรือกำหนดค่าความยาวสระเองตามจริงใช้ได้ดีกับสระตามหมู่บ้านหรือคอนโดที่ระยะมักไม่มาตรฐาน เครื่องจะนับรอบตามที่เราว่ายแล้วกลับตัวในสระ ถ้าว่ายในสระสั้นๆก็อาจมีหลุดๆไปบ้างบางรอบ(หรือเราจะกลับตัวไม่เหมือนชาวบ้านก็ไม่แน่ใจ) แต่หายไปไม่เกิน 3-5% นี่ก็พอรับได้เวลาอยากว่ายไปเรื่อยๆไม่ต้องนับรอบเอง และยังเก็บข้อมูลท่าที่ใช้ว่ายโดยคำนวณจากท่าทางการแกว่งแขนขณะว่าย แน่นอนว่าอยู่ในระดับพอใช้ได้ มีผิดบ้างโดยเฉพาะรอบที่ฟอร์มแกว่งๆ หรือเวลาดริลแบบที่ไม่ได้ว่ายเป็นท่ามาตรฐาน 

- โหมดไตรกีฬา ถือเป็นโหมดจำเพาะเจาะจงของรุ่นนี้ การทำงานคือนำโหมดว่าย/ปั่น/วิ่ง มาต่อกันโดยคั่นด้วยช่วง transition ระหว่างกีฬาแต่ละประเภทเข้าไป เรียงลำดับได้เป็น swim-T1-bike-T2-run รวม 5 ช่วงย่อย โดยแสดงผลเป็นการแข่งครั้งเดียว (1 multi-sport workout) แล้วค่อยเข้าไปดูช่วงย่อยๆได้ตามลำดับย่อย ซึ่งแสดงผังและข้อมูลแยกกัน

การใช้งานอื่นๆ

- Smart watch เนื่องจากมีหน้าจอแสดงผลดิจิตอลและเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือได้ จึงมีคุณสมบัติคล้าย smart watch อยู่กลายๆ ทั้งการเปลี่ยนหน้าปัดนาฬิกา การแสดง notification จากโทรศัพท์มือถือ การลง app เพิ่มเติม โดยหน้าปัดและ App สามารถหาโหลดเพิ่มผ่าน IQ connect ส่วนการแจ้ง noti. เตือนทุกอย่างที่โทรศัพท์แสดง ทั้งสายเรียกเข้าและข้อความ ทำได้ดีเมื่อเป็นภาษาอังกฤษแต่ยังไม่รองรับการแสดงข้อความภาษาไทย คืออ่านไม่ได้ การใช้งานจริงแค่ทำให้รู้ว่ามีข้อความจาก app นี้เตือนมาเท่านั้น รวมถึงตัวนาฬิกาไม่สามารถควบคุมฟังชันในโทรศัพท์ใดๆได้ เช่น การควบคุมเพลง กดรับ/ปฏิเสธสายเรียกเข้า รวมถึงแบบหน้าปัดและ app ก็มีให้เลือกไม่มากเหมือนพวก smart watch แท้ๆ สรุปรวมคือเหมือนเป็นฟังชั่นแถมเพิ่มมากับนาฬิกาออกกำลังกาย ให้ใช้งานได้หลากหลายมากขึ้นมากกว่าจะเป็นจุดขายหลักโดยตรง เหมือนที่ฟังชั่นออกกำลังกายใน smart watch นี่ก็ใช้งานจริงๆจังๆไม่ค่อยได้นั่นแหละ

- Activity tracker ติดตามการเคลื่อนที่แบบวัดก้าวเดิน ค่าที่นับได้ค่อนข้างใกล้เคียงกับตัวเลขที่ได้จาก app ของโทรศัพท์มือถือ เหมือนจะแข็งกว่าซัก 3-5% อ้างอิงได้ประมาณว่าวันนี้เดินเยอะหรือยังประมาณนั้น ทดสอบดูตอนใช้งานด้วยการพิมพ์งานคอมพิวเตอร์หรือขยับข้อมืดเล็กๆน้อยๆตัวเลขที่นับได้ก็ไม่เพิ่มขึ้นน่าจะถือว่าการตั้งค่าการนับอยู่ในเกณฑ์ดีไม่แสดงมากกว่าความเป็นจริงจากการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวัน โดยนาฬิกาสามารถคำนวณให้ว่าโดยเฉลี่ยเราเดินวันละกี่ก้าว มาตั้งเป็นค่าพื้นฐานเป้าหมาย(กำหนดเองก็ได้) เผื่อเป็นแรงจูงใจให้เดินเพิ่มขึ้นในถึงเป้าซักหน่อย แต่หากวันนั้นๆใส่ไปวิ่งแล้ว ตัวนาฬิกาจะนับจำนวนก้าวที่เกิดจากการวิ่งไปด้วย เพราะงั้นวันทีึ่วิ่งกับไม่วิ่งก้าวอาจจะต่างกันเยอะ ค่ากลางก็อาจเคลื่อนได้ ถ้าเป็นสายเก็บข้อมูลซีเรียสอาจไม่ค่อยพอใจ แต่ถือว่าวิ่งก็เป็นการก้าวแบบนึงนะ ขยับมากๆก็สุขภาพดีทั้งนั้น และระบบยังแสดงจำนวนแคลอรี่และระยะทางที่คำนวณได้จากการเดินในแต่ละวันด้วย

   นาฬิกามีระบบ move alert คือถ้าเราอยู่นิ่งเฉยๆเป็นเวลานาน(ประมาณ 1 ชม.ขึ้นไป) นาฬิกาจะสั่นพร้อมขึ้นข้อความ move! และส่งเสียงเตือนเบาๆว่านิ่งนานเกินไปแล้วนะ พร้อมกับขึ้นแถบสีแดงบนหน้าปัด 1 ขีดยาว ควรขยับตัวออกไปเดินบ้างจะได้ไม่ติดโต๊ะติดเตียงนานเกินไป ซึ่งขีดที่ว่าจะลดลงหากเราขยับไปเรื่อยๆถึงจุดนึง แต่ถ้าไม่ลุก นั่นต่อขีดก็จะค่อยๆเพิ่มขึ้น ก็เหมาะสำหรับคนที่นั่งทำงานติดโต๊ะนานๆ ปวดหลัง ปวดไหล่ ปวดตา จะได้พักบ้าง ส่วนเวลานาฬิกาเตือนแล้วจะสะดวกลุกไม่ลุกอันนี้ก็ตามความเหมาะสมนะครับ มันก็คงได้แต่เตือนเผื่อไว้นั้นแล

   ส่วนระบบติดตามการนอน ทำได้ทั้งตั้งค่าผ่าน app หรือจะให้ถูกต้องก็กดก่อนจะเข้านอนได้ให้เครื่องรู้ว่าต่อไปนี้จะนอนแล้วนะ เก็บเป็นข้อมูลสถิติไว้ในเครื่องดูได้ผ่าน app แต่ยอมรับว่าตั้งแต่ได้มาไม่เคยใช้เลยเพราะอาจไม่จำเป็นกับคนนอนเป็นเวลาและการจะใส่นาฬิกาเรือนขนาดนี้นอน คงจะรู้สึกแปลกๆอยู่บ้างสำหรับคนไม่เคย แต่โดยความเชื่อก็คิดว่าน่าจะทำได้ดีเพราะเซนเซอร์การเคลื่อนไหวทำมาค่อนข้างดีอยู่แล้ว

สรุปการใช้งาน

   ขอเป็นข้อๆตามที่นึกได้ ด้วยประสบการณ์ใช้จริงเกินครึ่งปีและลองใช้งานมาหลากหลายรูปแบบตามสมควร

+ ประสิทธิภาพการเป็นนาฬิกาออกกำลังกาย ทำได้ดีมาก ดีกว่าที่คิดไว้ ทั้งความรบถ้วน ความแม่นยำ ความง่ายในการใช้งานและตั้งค่า เหมือนตั้งค่ามือถือแบบยังเป็นปุ่ม(เกิดทันกันไหม) ช่วยให้รู้สึกมีแรงบันดาลใจในการไปออกกำลัง ได้แข่งกับตัวเองคนเมื่อวาน ได้ซ้อมตามโปรแกรมที่ตั้งใจไว้จะ tempo, interval, HR zone ก็มาเถอะ เป็นผลดีทั้งกับผู้เริ่มต้นไปจนถึงระดับแนวหน้า
+ ออกกำลังกายสะดวกขึ้น จากก่อนหน้าต้องพกมือถือติดตัวไปวิ่งไปปั่นตลอด หากระเป๋าหาที่อาร์มแบนด์มาใส่ก็ไม่ถนัดเท่าไหร่ ก็คาดนาฬิกาแล้วออกไปได้เลย กดปุ่ม 3 ทีออกวิ่งได้เลย แทนที่จะต้องเปิดapp รอโหลด คอยก้มมองข้อมูลจากมือถือ ไม่ต้องกลัวแบตหมดเวลาจะใช้มือถือหลังออกกำลังกาย  
+ อัพข้อมูลลงโซเชียลมีเดียสะดวกขึ้น ไม่นับอัพรูปลง IG, FB แต่สำหรับคนที่ใช้ app เก็บข้อมูลออกกำลังกายหลายตัวอย่าง Strava, Endomondo, Nike run เมื่อไปตั้งค่าอัพโหลดออโต้ไว้ เมื่อกดเซฟหลังออกกำลังเสร็จหลังจากข้อมูลขึ้นไปอยู่บน garmin connect จะถูกอัพต่อไปยัง app ที่ตั้งไว้ทันที จะแข่งปั่นกับเพื่อนบน strava แล้วเก็บระยะวิ่งกับกลุ่มใน Endo. ก็ไม้ต้องยุ่งยากอีกต่อไป
+ Garmin connect เป็น App ที่ดีออกแบบมาเพื่อคนชอบออกกำลังกายและเก็บข้อมูล แต่การใช้งานผ่านเวปไซต์จะดีมากที่สุด มีการปรับอินเตอร์เฟสอยู่เรื่อยๆๆให้ทันสมัย จดการแสดงผลได้แบบที่ปรับเปลี่ยนได้ตามชอบ แสดงข้อมูลเข้าใจง่าย เก็บข้อมูลบางอย่างที่บาง app ไม่มีหรือดูลำบากให้เข้าใจง่าย เช่น การตั้งเป้าหมายประจำปีว่าจะวิ่ง 800 กิโล ดูได้ว่าตอนนี้ทำไปได้กี่เปอร์เซนต์แล้ว หรือเก็บข้อมูลการใช้อุปกรณ์อย่างรองเท้าวิ่งว่าถึงระยะที่ต้องเปลี่ยนหรือยัง จักรยานปั่นครบระยะที่ต้องยกไปซ่อมบำรุงหรือยัง
+ การใช้เป็นนาฬิกาในชีวิตประจำวัน ดูจากรูปทรงแล้วออกจะใหญ่บึกบึนไปซักหน่อย รู้สึก Geek นิดๆเหมือนใส่ Smart watch รุ่นแรกๆที่ดีไซน์ยังไม่ลงตัวนัก กันน้ำกันกระเทือนแต่ไม่กันกระแทกกันรอย ยังมีรอยขีดข่วนบ้างหากใส่ประจำมีแน่ๆ แต่การได้ฟังชั่นบางอย่างของ smart watch มาเช่นการเตือนข้อความก็ใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น
+ แบตทนมาก ใส่ดูเวลามีข้อความเตือนบ้างอยู่ได้เกินเดือนแน่นอนลดแค่วันละ 2-3% แต่ในเมื่อซื้อมาออกกำลัง มันเลยจะหมดไปกับการเปิดใช้ GPS หากว่าย/ปั่น/วิ่ง กลางแจ้ง ลดไปประมาณชั่วโมงละ 10% ตั้งเตือนหรือกดดูหน้าจอให้ไฟติดเยอะก็อาจจะลงไปเร็วอีกนิดหน่อย แต่เวลาขนาด 9-10 ชม.นี่ว่ายข้ามทะเลครึ่งวัน ปั่นจักรยาน Audax 200 km. วิ่งฟูลมาราธอนได้เหลือเฟือ หากไปวิ่งอัลตร้า หรือไตรกีฬาระยะ ironman นี่อาจต้องสลับเป็นโหมด ultra trac ซึ่งจะจับ GPS ถี่น้อยลงแลกกับเวลาที่ใช้งานได้ตามเครมว่ามากกว่า40 ชม.
 
- ราคาแรงไปนิด แล้วยังต้องซื้ออุปกรณ์เชื่อมต่อและเซนเซอร์อีกพอสมควรเพื่อให้ใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ ทั้งที่ผลิดมาเพื่อไตรกีฬาโดยเฉพาะแต่ไม่มีบันเดิลตัวสมบูรณ์ที่รวมอุปกรณ์จักรยานมาด้วยเลย
- จอ E-ink มองกลางแจ้งชัดมาก แต่ถ้าออกกำลังกายช่วงไม่มีแสงนี้แทบต้องกดไฟส่งทุกครั้ง ไม่รู้มีโหมดเปิดไฟสว่างตลอดไหม
- การเชื่อมต่อกับโทรศัพท์ด้วย Bluetooth เวลาออกไปพ้นระยะนานๆ เช่น ไปออกกำลังกายโดยไม่ได้พกโทรศัทพ์ไปด้วย หรือถอดนาฬิกาไว้นอกห้องที่วางโทรศัพท์ บางครั้งเมื่อกลับมาอยู่ในระยะจะไม่เชื่อมต่อให้เองแบบอัตโนมัติ อาจต้องกดเข้า workout ให้มีการส่งข้อมูล หรือบางครั้งก็ต้องจับคู่อุปกรณ์ใหม่ ปัจจุบันตัดปัญหาเวลารู้ว่าจะไม่อยู่ใกล้กันนานๆจะปิด BT ที่นาฬิกาไปเลย
  
- ยังไม่เรียบร้อย จะมา Edit ภายหลังครับ -

วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ล้ม-ร้าว-รักษา

N : อาทิตย์ก่อนครับ
T : ครับ?
N : ปั่นจักรยานล้มมา ล้มเองไม่ได้สะกิดกับใคร
T : โห ฟาดเคราะห์นะ เป็นไงบ้าง ล้มเอง ขำๆ
N : สะโพกร้าวเกือบหักครับ -..-

     การบาดเจ็บกับการเล่นกีฬาเป็นเรื่องธรรมดาเหมือนของคู่กัน แต่อุบัติเหตุมักเป็นสิ่งที่เราไม่ได้นึกถึงทั้งๆที่ความเสี่ยงของกี่ฬาหลายชนิดสูงมาก ที่สำคัญเจ็บมากว่าที่คิดเยอะ
     การปั่นจักรยานล๊อคคลีทตอนฝนตก ผ่านแอ่งน้ำขังมองไม่เห็นด้านล่าง ขณะกำลังกดขึ้นสะพานข้ามแยกเกษตร มานึกย้อนดูนี่มันเสี่ยงสุดๆเลยนี่หว่า รู้สึกตัวอีกทีล้อหน้าปัด ตัวเอียงล้มสะโพกซ้ายกระแทกพื้นคอนกรีต ไถลตามแรงส่งไปอีก 5-6 ม. ชาซีกซ้ายแต่ลากตัวองกับรถเข้าขอบสะพานให้เร็วสุดก่อนรถยนต์ด้านหลังจะตามมาทับ รวมสติสำรวจตัวเอง ยังขาซ้ายไม่ได้เลยรับน้ำหนักขาเองยังไม่ไหว ช่วยตัวเองไม่ได้แน่นอน
     รวบรวมสติ โทรศัพท์เจ๊งไปเพราะล้มในแอ่งน้ำ ขอความช่วยเหลือยืมโทรศัพท์คนเดินผ่านไปมา (ตอนนั้นติดอยู่บนขอบสะพานพาตัวเองมานั่งริมถนนยังไม่ไหว) รอบุพการีมารับ ช่วงเวลาหลังเกิดเหตุจนถึง รพ.ประมาณ 1.30 ชม.
     x-ray ออกมาสะโพกร้าวเกือบรอบวง เหลือติดกันอยู่หน่อยเลยไม่หัก แอดมิดนอนถ่วงตุ้มน้ำหนักอยู่รพ. ลาป่วยยาวๆ นอนรพ.เกือบ 10 วัน กลับมานอนบ้านอาม่าซึ่งมีอุปกรณ์สำหรับคนช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ค่อนข้างพร้อม แล้วก็นอนต่อไปยาวๆใช้ชีวิตแนวราบอีกรวม 1 เดือนเต็ม เข้าใจเวลาญาติผู้ใหญ่ป่วยเลยมันค่อนข้างดราม่าทีเดียวกับการใช้ชีวิตแบบนั้น ก่อนจะพอลุกขึ้นมาค่อยๆใช้ไม้เท้าและรถเข็น ปรับตัวทำกายภาพบำบัด อีก 2 สัปดาห์ ถึงกระย่องกระแย่งไปไหนมาไหนได้ 


     ช่วงเวลาไหนยากที่สุด มันก็มีตอนที่เจ็บจนต้องให้มอร์ฟีนอ่อนๆ ตอนที่เห็นคนที่เราควรต้องดูแลเขามาเป็นฝ่ายดูแลเรา ตอนที่ช่วยเหลือตัวเองแทบไม่ได้แม้แต่การขับถ่าย แต่สุดๆคือตอนกายภาพบำบัดใหม่ๆ เหมือนต้องทำให้ตัวเองเจ็บปวดทุกๆชั่วโมงที่ยังตื่น เจ็บระดับที่ใกล้ๆกับกระดูกหัก เพียงเพื่อจะค่อยๆงอขาเพิ่มได้วันละ 10องศา กำลังใจตอนงอขาหลังถอดเผือกไม่ได้เลยนี่ต่ำมาก แต่มันก็แค่แป๊บเดียว พอบอกตัวเองว่าทนซะแล้วเราจะกลับมาดูแลตัวเองได้ ไม่ต้องเป็นภาระใครอีก เดี๋ยวความอดทนก็มากเอง
     สรุปค่อยๆฟื้นตัวเองกลับมาได้ หาทางให้ฟื้นเร็วสุด เจ็บหน่อยก็ยอม ขนาดยังต้องใช้ไม้ค่ำช่วยเดินแต่ลงสระว่ายน้ำไปแล้ว เพราะเป็นที่เดียวที่จะยืนสองขาได้ กลายเป็นว่าว่ายน้ำเป็นทางเลือกในการกายภาพบำบัดที่ดีสำหรับกรณีนี้ อย่างน้อยก็ได้รู้สึกว่าออกกำลังกายบ้างหลังผ่านไป 2 เดือน 
     
     เพราะงั้นเป้าหมายปีนี้มีชัดเจนอย่างเดียว - พาตัวเองกลับไปแข็งแรงให้เหือนก่อนล้มให้ได้

วันอาทิตย์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2556

Tour of Chanthaburi 1st ลงงานแข่งครั้งที่ 1



          หลังออกทริปก๊อกๆแก๊กๆซ้อมปั่นไปเรื่อยซักพักก็อยากจะหาบรรยากาศที่ช่วยส่งเสริมให้เรามีเป้าหมายในการออกกำลังกายเพิ่มขึ้น ในตอนที่เปิดเวปหาทริปก็ไปเจอหน้ารับสมัครงานแข่งที่จันทบุรีในช่วงเวลาที่เหมาะเจาะลงตัว เนื่องจากบ้านบุพการีอยู่จันทบุรีเป็นจังหวัดที่คุ้ยเคย สถานที่ก็รู้จัก ระยะก็พอไหว เลยแทบจะตัดสินใจเดี๋ยวนั้นว่า รายการนี้แหละเปิดรอเราไปลงอยู่(คิดเอง) จากข้อมูลการแข่งแบ่งรุ่นและระยะแล้วสรุปได้ว่าเริ่มจากรุ่นมือใหม่ไม่จำกัดอะไรเลย ระยะทาง 50 กม.เป็นไปได้มากที่สุด อย่างน้อยก็ไม่น่ามีปัญหาการจบในเวลาไปถ่วงผู้เข้าร่วมคนอื่นๆ ซึ่งคิดถูกมาก เพราะด้วยความสามารถ ณ ตอนนั้นจะให้ไปลง OPEN หรือแม้แต่รุ่นอายุตัวเองแล้วจะเกาะไปได้ตลอดเวลาและเส้นทางแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

          ตัดสินใจได้ก็หาเวลาแวะไปจันทบุรีซักทีจะได้ไปดูเส้นทางและลงสมัครกับร้านจักรยานที่เป็นตัวแทน พร้อมแสดงความมุ่งมั่นด้วยการออกไปปั่นลองเส้นทางพร้อมคุณมารดาซึ่งมีจักรยานเสือภูเขาอยู่หนึ่งคัน วันที่ 7/12 เกือบ 8 โมง ออกตัวไปจากบ้านซึ่งห่างจุดสตาร์ทประมาณ 8 km. เส้นทางจัดงานเริ่มออกตัวที่ อบจ.จันทบุรีซึ่งเป็นผู้จัดงาน วนไปตามเส้นทางสุขุมวิทสายหลัก 5 km.ก่อนจะวกไปทางรองที่ถนนค่อนข้างดีแต่มี 2 เลนและไหล่ทางแคบ รถบรรทุกวิ่งเป็นส่วนมากแม้จะไม่ใช่ทางที่รถผ่านไปมาเยอะแต่ก็พอได้เสียวอยู่เรื่อยๆ สภาพพื้นที่เป็นทางขึ้นลงเนินขนาดย่อมแทบตลอดสาย กินแรงมากกว่าปั่นทางราบพอสมควรสำหรับคนที่วันๆอยู่แต่แถวกทม.เป็นหลัก ทางเปลี่ยวบ้างบางช่วงแต่วันซ้อมก็ยังพอหาร้านชำขนาดเล็กแวะได้ตลอดทาง พยายามแวะทุกชั่วโมงให้ได้พักเนื่องจากคุณมารดาไม่เคยปั่นทางยาวขนาดนี้มาก่อน ก่อนจะวกกลับมาถึงจุดเดิมด้วยความเหนื่อยขนาดต้องตามรถมารับเพราะถ้าไปต่อถึงบ้านจะหนักเกินไป ยังไงก็พอมั่นใจได้ว่าจบได้ตามเวลาที่กำหนด (มีเวลาให้ 3.30 ชม.)

ไปซ้อมซะหน่อย ไหล่แทงแคบไปนิดเจอรถบรรทุกก็หลบพี่เขาก่อน

          วันลงทะเบียน 21/12 จุดลงทะเบียนสับสนเล็กน้อย เนื่องจากไม่มีการแจ้งชัดเจนและพื้นที่อบจ.แห่งใหม่ก็ค่อยข้างกว้าง วนไปตามจุดต่างๆหลายที่ จนเห็นรถที่มีจักรยานห้อยอยู่จอดกันหลายคันถึงได้ไปถูก ด้วยความไม่เคยก็ใช้เวลาทำความเข้าใจกับการรับเบอร์บ้างแต่ไม่ยาก เพราะคนยังไม่มาก แม้จะเป็นการจัดงานครั้งแรก แต่กลุ่มผู้จัดค่อนข้างมีประสบการณ์แข่งมามากก็มาคอยแนะนำและรับหน้ารับคำบ่น (ทราบทีหลังว่าเป็นนักปั่นระดับประเทศ พยายามจะสร้างกิจกรรมและชักชวนคนที่บ้านเกิดให้มาปั่นจักรยาน ต้องลงแรงลงเงินไปพอสมควรเพราะงบจาก อบจ.เองก็จำกัด ถือว่าน่าสนับสนุน) ได้เบอร์ไปก็เอากลับไปติดจักรยาน หยอดโซ่ครั้งแรกตั้งแต่ขี่ ถอดของไม่จำเป็นออก แล้วก็สบายๆวันพักผ่อน

Start-Finish Point

          วันแข่งจริงตื่นมา 7 โมง หาไรเบาๆกินแล้วไปที่จุดปล่อยตัว เนื่องจากปล่อยตัวค่อนข้างสาย 9 โมง เลยมีเวลาก่อนพอสมควร กินปาท่องโก๋ น้ำเต้าหู้ ข้าวต้มที่มีแจกอีกหน่อย(กินเยอะจนเริ่มตัวหนัก) พยายามดูว่าคนอื่นทำไรกันบ้างก็ทำตามเขาไป วอร์มนิดหน่อย เข้าห้องน้ำ เช็ครถตามเรื่อง ใกล้เวลาเริ่มพิธีการเลทนิดหน่อยแต่ไม่น่าเกลียด แล้วก็ไปต่อคิวรอรอบ แน่นอนว่ารุ่นมือใหม่ออกเป็นกลุ่มสุดท้าย เราก็ไปเกาะแนวหลังเพราะไม่ได้คิดจะวัดกับใคร (ที่จริงีือวัดไม่ไหว รุ่นมือใหม่นี่หมอบคาร์บอน ล้อขอบสูง ชุดขับบนๆอื้อเลย ดีนะตอนนั้นยังไม่รู้จักเลยไม่แป้ว)

มีบรีฟก่อนปล่อยตัวเล็กน้อย ทุกคนลากจักรยานมาฟังดีว่าสถานที่กว้างขวาง

ต่อคิวออกตัว ขอไปอยู่แนวหลัง ให้ขาแรงไปก่อน

          หลังออกตัวกลุ่มนำเร่งออกไปไกลลับตาอย่างไว เราก็ค่อยๆไต่จากแนวหลังขึ้นไปตามความเร็วที่ปั่นปกติบวกไปนิดหน่อยประมาณ 32-35 kph. ผ่านคุณป้าคุณอาก็ได้ยินเสียงลอยตามมาว่าพวกนี้มันมือใหม่อะไรกันนี่ แหมกลุ่มนำเค้าไปไล่แซงเสือภูเขาที่ปล่อยตัวก่อนจนทันแล้วนะคร๊าบ พวกผมอ่ะใหม่จริงจักรยานเพิ่งซื้อได้ 2 เดือน จนถึงทางแยกจากถนนสายหลัก ทางเริ่มเป็นโรลลิ่งขึ้นลง กลุ่มเริ่มขาดออกจากกัน จะไปเกาะคันหน้าก็ช้ากว่าเรา พอไล่เร็วไปถึงกลุ่มต่อไปก็รอบขาเราก็นำไปแล้ว สรุปค่อยๆปั่นเดี่ยวแซงไปได้ด้วยความไม่มีประสบการณ์ ยังออมแรงอะไรไม่เป็น บรรยากาศมันพาให้ฮึกเหิมไปเรื่อย ผ่านไปครึ่งชั่วโมงนักปั่นทิ้งห่างกันแบบสังเกตได้ เนื่องจากนักปั่นส่วนใหญ่มือใหม่ไม่เน้นปั่นกลุ่ม ไม่มีผลัดกันนำผลัดกันตาม มีเริ่มแซงกลุ่มเสือภูเขากลุ่มท้ายได้บ้าง เนินเริ่มส่งผลกับนักปั่นที่นิยมทางราบทำความเร็วกันไม่ได้เลย เริ่มเหนื่อยจริงจังความเร็วลดลงเหลือเฉลี่ย 27-30 kph. กล้ามเนื้อหน้าขาล้าเพราะใส่เฟืองวงใหญ่มาตลอดทางเพราะทางขึ้นลงเยอะแต่ไม่อยากเปลี่ยนเฟืองหน้าบ่อย กินเกลือแร่เพิ่มขึ้นกลัวตระคริวจะมา

เสือหมอบ 80 โล / เสือภูเขา+มือใหม่ 50 โล / VIP 10 โล

          ครบชั่วโมงเลยครึ่งทางมาได้หน่อยทางยังโรลลิ่งแต่ไม่ชันและยาวขึ้น พยายามหาจังหวะกินบาร์แม้จะเคยลองกินขณะปั่นมาบ้างแต่ด้วยความเหนื่อยกว่าปกติรู้สึกได้ว่ามันมีอาการดันขึ้นมาผะอืดผะอมพอดู ต้องระบายด้วยการพยายามเรอซึ่งช่วยได้บ้าง ประมาณช่วง km.35 เจอกลุ่ม OPEN ที่ออกตัวไปก่อนประมาณ 25 นาทีปั่นไปทาง 80 km. แซงไปในจุดทางของสองกลุ่มบรรจบกัน นึกในใจ นี่สินะของจริง ซึ่งที่จริงแล้วนี่ไม่ใช่กลุ่มนำด้วยซ้ำ ยังต้องฝึกอีกเยอะ เข้าช่วง 10 km.สุดท้ายเริ่มมีป้ายบอกระยะทางที่เหลือ มาถูกเวลาพอดีเพราะแรงเริ่มหมด จนช่วง 5 km.สุดท้ายทางออกมาบรรจบกับถนนสุขุมวิทสายหลัก เห็นได้ว่านักปั่นที่มีประสบการณ์เริ่มเร่งความเร็วขึ้น ส่วนเราแค่ประคองความเร็วก็เต็มที่แล้ว ค่อยๆถูกคนข้างหลังแซงห่างออกไปแบบไม่สามารถไล่ไปเกาะได้ แถมเส้นชัยอยู่บนเนินทางเข้าอบจ.ทุกคนพยายามสปรินท์เข้าสวยๆ แต่อย่าว่ายืนปั่นเลย ตอนนี้เร่งรอบขึ้นก็ไม่ไหวแล้ว ประคองตัวเข้าเส้นไปได้แบบเหนื่อยๆ ดูเวลาก็จบที่ประมาณ 1:35 ชม.  เร็วเฉลี่ยประมาณ 30 km.ได้ใกล้เคียงที่ตั้งใจไว้ก็โอเค (AV 30ได้อันดับ 56 ของมือใหม่เอง) หาอะไรกินเหลือแต่ข้าวกับหมดซึ่งหิวๆกินอะไรก็ได้อยู่แล้ว รอเวลาแลกเหรีญที่ระลึก พอคุณมารดาปั่นตามเข้ามาที่ประมาณ 2 ชั่วโมงกว่า(เก่งมากเพราะปกติปั่นน้อยและรถเสือภูเขาเดิมๆหนักมากกก) ถ่ายรูปที่ระลึก รอเหรียญ แล้วก็ชวนกองเชียร์ครอบครัวไปหาอะไรกินกันมีความสุขแบบหมดแรงๆ

แจกเหรียญที่ระลึกอย่างเดียว แต่แอบมีพลอยเม็ดเล็กติดอยู่ดูมีมูลค่าเพิ่ม

ชอบ

- การจัดเตรียมงานทำได้ดี คงเป็นเพราะผู้ดูแลก็เป็นนักปั่นซึ่งจะเข้าใจว่านักปั่นต้องการอะไร ระบบการลงทะเบียน การใช้ชิปเวลาเป็นระบบพอสมควร ขอชมในฐานะการจัดงานครั้งแรก

- ระหว่างทางจัดให้มีกองเชียร์เป็นเด็กนักเรียนในพื้นที่มากเล่นดนตรี ยืนตบมือเชียร์บนยอดเนิน ด้วยความที่ไม่เคยร่วมงานที่มีบรรยากาศแบบนี้มาก่อนรู้สึกได้กำลังใจเพิ่มขึ้นมาก งานนี้นำรายได้มอบให้กลุ่มโรงเรียนที่เส้นทางแข่งผ่านเรายิ่งเต็มใจยินดีที่ได้ร่วมทำบุญ ถ้าต่างฝ่ายต่างส่งความสุขเล็กๆน้อยๆต่อกันได้แบบนี้ก็ปลื้มครับ (แค่หวังว่าเด็กๆจะไม่ร้อนมากเกินไปที่ต้องมายืนตากแดดน่ะนะ)

ไม่ชอบ

- เส้นทางที่เลือกใช้ถนนถนนหลายจุดไม่ค่อยดี แม้จะประชาสัมพันธ์ว่าซ่อมแล้วก็เป็นเพียงเอาหินกรวดโรยแล้วนำรถมาบดอัด รถยางแคบลื่นมากโดยเฉพาะช่วงโค้งและลงเนิน เข้าใจว่าพยายามแล้วคงเป็นวิธีดีสุดที่จะทำได้ในเวลาและงบจำกัด

- ปล่อยตัวสายไปหน่อย 9.00 น. นักจักรยานส่วนใหญ่ตื่นเช้าอยู่แล้วไม่น่าเป็นปัญหา อาจเป็นเพราะต้องรอประธานงานหรือต้องเผื่อเวลาให้อาหารย่อยก่อนปั่น (แต่คนจริงจังเขาเผื่อเวลาให้ตัวเองตื่นมากินได้อยู่แล้วนี่ครับ) ส่งผลให้คนจบสายๆร้อนมาก โดยเฉพาะมือใหม่และผู้สูงอายุที่ปล่อยตัวทีหลังแล้วยังปั่นความเร็วได้ไม่มาก

- น้ำและอาหารดีช่วงเช้าก่อนปล่อยตัว แต่หลังแข่งจบไม่พอกิน คนนอกมาต่อคิวกันเยอะ ถ้าไม่พกไรสำรองมากินบ้างมีหงุดหงิด

- พิธีการช่วงหลังแข่งเริ่มและดำเนินไปค่อนข้างช้า 

          สรุปเป็นงานที่โดยรวมก็ยังน่าประทับใจ มีอะไรดีๆอยู่ชดเชยได้พอสมควร ถ้ายังมีครั้งต่อๆไป คนจัดไม่ท้อหรือเบื่อซะก่อนก็ยินดีไปซ้ำอีกแน่ๆ

วันเสาร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

รวมทริปที่ไปปั่นปลายปี 56

           ช่วงปลายปี 56 เป็นเวลาค่อยๆเก็บประสบการณ์การปั่น พร้อมกับค่อยๆให้ร่างกายชินกับการออกกำลังกายเป็นประจำ มือใหม่ที่ไม่มีเพื่อนในก๊วนปั่นจักรยานจริงจังต้องอาศัยการไปจอยทริปที่เปิดรับผู้เข้าร่วมแบบopen จะมีแบบกลุ่มหรือชมรมจักรยานคิดหาเส้นทางแล้วเชิญชวนนักปั่นให้ไปร่วมเดินทาง และแบบที่เป็นงานปั่นจักรยานแบบทำกิจกรรมเป็นทางการเพื่อวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้จะการกุศล ทำบุญ ฯลฯ ซึ่งด้วยความที่ช่วงนี้จักรยานบูมมากทำให้สามารถเลือกรูปแบบ เส้นทาง เวลาได้ตามที่เราสนใจ ต่อไปนี้เป็นทริปที่ได้ไปมาในช่วงปลายปี 56

ปั่นไปพุทธมณฑล ตอนนั้นถือว่าไกลแล้ว

1.       ทริป 1 อโศก-พุทธมณฑล-เลาะคลองเที่ยวตลาดน้ำ กับกลุ่ม Bike-Thailand เป็นกลุ่มที่จัดกิจกรรมชวนปั่นอย่างต่อเนื่องมานาน มีทริปทั้งสัปดาห์ วันธรรมดาก็เบาๆชิลเที่ยวบ้างกินบ้าง ส่วนวันหยุดเป็นทริปยาวๆ ความเร็ว 30+ ซึ่งทริปนี้น่าจะเป็นทริปที่เบาสุดแล้วมั้งเพราะระยะรวมแค่เกือบร้อยกิโลเมตร(เบา?) ความเร็ว 25-30 km. แวะไปรวมกลุ่มแถวอนุสาวรีย์ชัย แล้วเกาะไปด้วยกันเรื่อยๆ คนนำทริปคุณไผ่และคณะมีประสบการณ์นำทริปค่อนข้างดี ทั้งการคุมความเร็ว จัดแถวตามสถานการรณ์การจราจร การเลือกจุดพัก การเลือกเส้นทาง ทำให้ผู้ไม่เคยไปจอยทริปมาก่อนปั่นตามได้ด้วยความสนุก ภายใต้เงื่อนไขว่ากรุณาตามกลุ่มให้ทัน เนื่องจากบางครั้งก็มีผู้ยังไม่แข็งหรือเลือกรถไม่ถูกมาร่วมปั่นแล้วหลุดกลุ่มไปไกลๆ แต่ที่จริงทางกลุ่มจะแจ้งเสมอว่าจะไปกันด้วยความเร็วเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นความผิดของผู้ร่วมทริปที่ไม่ทำความเข้าใจหรือประเมิณตัวเองผิด แต่ทางคณะก็มีคนคอยตามปิดกลุ่ม หรือแยกไปนำกลุ่มตามอยู่แล้ว  เป็นกลุ่มจักรยานนิสัยดีครับ  

กลุ่ม Bike Thailand ตอนนี้เป็นกลุ่มดังทีเดียว

          วันนั้นช่วงแรกปั่นสนุกมาก ทำความเร็วกันยาวๆ ไปแวะถ่ายรูปและปั่นในพุทธมณฑลกันเล็กน้อยก่อนข้ามสะพานดาวไปกินข้าวที่ ม.มหิดลศาลายา แล้วย้อนกลับไปทางเลียบคลองช่วงสาย2-3 น่าประทับใจสุดๆเพราะปั่นกันแบบมีทางกั้นบ้างไม่มีบ้าง ค่อยๆไปกัน ยกรถขึ้นสะพานบ้างเดินเข็นบ้าง อาจเป็นเส้นทางที่ไม่เหมาะกับเสือหมอบ(ร้องหารถเล็ก รถพับกันหลายคน) แต่เป็นทางสนุกได้ดูวิถีชุมชน ได้รู้จักการปั่นจักรยานเที่ยวเมืองอีกแบบ 

จงหาความแตกต่างของสองภาพนี้ ตอบ หล่นได้และหล่นไม่ได้

จูงมั่งยกมั่ง สนุกสนาน เปลี่ยนอิริยาบท

          ปั่นแวะดูตลาดริมน้ำ 3 แห่ง กินข้าวมื้อที่สอง แวะบ้านศิลปินแล้วปั่นกลับ แยกย้ายกันไปเรื่อยๆระหว่างทาง สรุปก็เป็นทริปไปจอยที่ค่อยข้างประทับใจ จนได้หาโอกาสไปกับกลุ่มนี้อีกครับ

งานประจำปีอีกหนึ่งงานจากทีมนิตยสารชื่อดัง


2.       ทริป 2 งาน A DAY Bike fest 2013 ก่อนจัดงานอีเวนท์และออกร้านกลางเดือน พย. ทางทีม a day ก็ได้จัดงานปั่นขึ้นก่อนเพื่อประชาสัมพันธ์ โดยใช้เส้นทางสนามหลวง-ทางลอยฟ้าบรมราชชนนี เส้นเดียวกับที่เพิ่งไปมาเมื่องาน Dtac เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน ด้วยความประทับใจเส้นทางเลยตัดสินใจไปอีกครั้ง ครั้งนี้กึ่งชวนกึ่งลากคุณภรรยาไปปั่นด้วยเพราะจะพามารู้จักงานปั่นและออกกำลังไปในตัว เช้าวันที่ 3 พย. เอาจักรยานขึ้นรถมาประกอบหน้างาน แล้วไปรอเวลา มีทางทีมงาน a day ขึ้นเวทีไปพูดคุย กล่าวถึงงานที่กำลังจะจัดจนได้เวลา(เลยนิดนึงตามธรรมเนียม) ก็เริ่มปล่อยตัวนักปั่นก็ทยอยออกไปอย่างช้าๆ เส้นทางขาไปกั้นรถได้ดี เนื่องจากเป็นงานที่เป็นที่รู้จัก ผู้คนมากหน้าหลายตา หลายสาขา หลากสไตล์ แต่ส่วนใหญ่ที่เห็นก็จะมาแนวแฟชั่น(อาจเป็นเพราะเตะตากว่า) ได้อารมณ์ทริปปิดสะพานถ่ายรูปลง Social network  ดูสบายกันไปตลอดเส้นทาง แต่วันนี้แดดแรงกว่าที่เคยมาครั้งก่อน เหนื่อยเร็วขึ้น โดยเฉพาะผู้ไม่ได้ปั่นจริงจังแบบคุณภรรยาก็ให้กำลังใจกันไป พยายามมาถึงจุดกลับตัวก่อนสุดทางยกระดับ คนหยุดกันเยอะมาก เนื่องจากพักและถ่ายรูปกัน ก็แวะถ่ายกันบ้างก่อนจะปั่นกลับ 

รวมตัวสนามหลวง

พี่โด๋วพิธีกร มีคุณทรงกลดกล่าวก่อนปล่อยตัวเล็กน้อย (ถ้าจำไม่ผิด)

          ขากลับหลายคนเริ่มไม่สนุกเพราะร้อน เหนื่อย และต้องเริ่มปล่อยรถขึ้นมาเพราะหมดเวลากั้นหรืออย่างไรไม่ทราบ มีจักรยานยนต์ที่เป็นทีมดูแลขบวนนักปั่นแจ้งว่าจะกั้นถนนเหลือ 1 เลนให้ชิดซ้ายไว้ จะเริ่มมีรถวิ่ง ซึ่งรถยนต์ส่วนใหญ่ที่วิ่งบนทางยกระดับคงไม่ต้องบอกว่าขับเร็วมากกก.. เริ่มได้ยินเสียงต้อนนักปั่นกลุ่มหลังมาแต่ไกลว่าจะหมดเวลากั้นถนนให้รีบปั่นต่อไปจนจบ ก็ยังพอปั่นกันอยู่ในเลนได้เพราะช่วงนี้นักปั่นกระจายตัวกันแล้ว ไม่แออัดกันเหมือนช่วงแรก มาติดอีกครั้งตอนขึ้นสะพานปิ่นเกล้า หลายคนหมดแรงต้องลงไปเข็น ทำให้บังเส้นทาง ลงสะพานมาก็ต้องกั้นรถเป็นช่วงๆเพื่อตัดเข้าสนามหลวง ที่เป็นจุดสิ้นุสด พอปั่นกันจนจบได้คุณภรรยาหมดแรง เริ่มเสียใจที่มาก็ปลอบกันไป พักซักครู่แล้วก็ปั่นกลับบ้านกันเองเพราะรถที่มาส่งกลับไปแล้ว เป็นอันจบทริป 

ตอนยังโล่งปั่นสบ๊ายสบาย

          ทริปนี้อาจให้คะแนนไม่มากเนื่องจากความไม่พร้อมหลายๆอย่าง การเตรียมงาน การจัดการงาน การกั้นรถ และตัวนักปั่นหลายๆคนก็ดูจะไม่ค่อยรักษาระเบียบออะไรกันมากตามแบบ Gen ME แต่ก็ไม่ได้มีอะไรร้ายแรงแบบรับไม่ได้ ผู้จัดก็ยังคงใหม่ เลยขาดๆเกินๆไป ยิ่งถ้าเทียบกับงาน Dtac ที่มาร่วมงานไปได้ไม่นานก็แตกต่างกันค่อนข้างมาก ยังไงซะผู้จัดก็มีความตั้งใจที่ดีที่หากิจกรรมมาส่งเสริมให้จักรยานมาเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางในชีวิตประจำวัน ก็หวังว่าถ้ายังมีอีกจะจัดการงานได้ดีขึ้นเรื่อยๆครับ (ณ ตอนที่อัพบล๊อคนี้ กันยายน 57 A day เพิ่งจัดงานวิ่งครั้งแรก Human run ไป ก็ได้รับทราบข้อมูลว่ายังคงเป็นงานที่การจัดการไม่ดี เหมือนว่าคนจัดงานไม่รู้เลยว่านักวิ่งต้องการอะไร ก็ได้แต่ทำใจว่าคงเป็นครั้งแรกอีกเหมือนกัน ทนๆกันไปก่อน รู้สึกคิดถูกที่ไม่ไป และยืนยันแล้วว่ามี Bike fest อีกรอบปลายปี 57 นี้ ก็พยายามกันนะครับ ตัวงานน่ะจัดดีแล้ว แต่อีเวนท์ปั่น-วิ่ง หวังว่าจะทำได้ดีขึ้น)   

แต่ตัวงานจัดดีนะครับ ชอบอันนี้ชม

วันอาทิตย์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2556

งาน Dtac ปั่นปันรัก 2556 (กรุงเทพฯ) ทริปเล็กทริปแรก

จัดที่กรุงเทพฯ 20 ตุลาคม 2556

          คนเรามักเก็บความทรงจำสำหรับครั้งแรกของการทำอะไรซักอย่างที่ชอบได้ดี ทริปแรกของผมก็ยังอยู่ในความทรงจำชัดเจน แม้จะผ่านมาเกือบปีได้แล้ว ในตอนนั้นหลังได้จักรยานมาช่วงแรกๆนั้นพอเอามาซ้อมได้ซักพักก็เริ่มคัน อยากลองไปปั่นตามงานดูบ้าง แต่ก็ยังใหม่เกินกว่าจะไปมองงานแข่ง มองหาในเวปจักรยานที่ใหญ่สุดของไทย Thaimtb ไล่ดูงานที่คิดว่าพอไปไหว มีงานน่าสนใจคือ Dtac ปั่นปันรัก งานช่วยสังคมที่เปลี่ยนกิโลเมตรที่ปั่นได้ของผู้ร่วมงานทุกคนให้เป็นเงินบริจาคซื้อจักรยานให้โรงเรียนในต่างจังหวัดที่ขาดแคลน จะมาจัดครั้งสุดท้ายของปีที่กรุงเทพ เข้าร่วมงานไม่มีค่าใช้จ่าย มีอาหาร-น้ำและของที่ระลึกแจก ทำบุญอีกต่างหาก ตัดสินใจแป๊บเดียว ลงทะเบียนผ่านเวปทันที

          ไม่ได้เตรียมตัวอะไรมาก เนื่องจากระยะทางที่จัดงานประมาณ 30 KM. ปั่นบนทางลอยฟ้าบรมราชชนนีเป็นระยะที่พอปั่นไหวอยู่แล้วนะตอนนั้น ติดตามข่าวงานก็ทราบว่ามีผู้สมัครเยอะมาก เนื่องจากเส้นทางและเงื่อนไขที่ดี ก็ไม่เป็นไร คิดว่าก็แค่คนเยอะ อาหารหมด ของหมดก็ไม่แคร์เท่าไหร่ ไปร่วมปั่น+ทำบุญก็พอ

ใครปั่นมาลานคนเมืองมักต้องมาถ่ายรูปกับรถแถวเสาชิงช้า

          ไปถึงลานคนเมือง ศาลาว่าการ กทม.ประมาณ 6.30 น. คนทยอยมาเยอะแล้ว ต่อคิวลงทะเบียน รับของที่ระลึกและอาหาร จากนั้นก็เดินเพลินๆรอบลานคนเมือง ตื่นตากับจักรยานมากมาย รถแปลกๆที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ณ ตอนนั้น ช่วยให้ขวนขวายไปทำความรู้จักกับจักรยานมากขึ้น จากที่เคยแบ่งมันแค่ หมอบ ภูเขา แม่บ้าน และรถพับ พอใกล้ได้เวลางานคนมากันจนเริ่มล้นลาน ปล่อยตัวเลทนิดหน่อยตามธรรมเนียม(ใคร?) ขาแรงพุ่งไปก่อน ส่วนคนทั่วไปก็ค่อยๆออกตัวเป็นแถวยาวตามกันต่อๆไป

ออกตัวเกาะกลุ่มตามกันไปเรื่อยๆ แถวยาวเหยียด

          งานได้รับความร่วมมือดีมากจากเจ้าหน้าที่ที่มาช่วยกั้นรถปิดถนนให้ตั้งแต่ลานคนเมืองปิดไปถึงเกือบสุดทางบรมราชนนี สะดวกสบายสำหรับผู้มาปั่นร่วมงานมาก แต่ก็เป็นครั้งแรกที่ได้รู้ว่า การกั้นถนนขนาดนี้แม้จะเป็นเช้าวันอาทิตย์ก็ส่งผลกับรถติดมหาศาล แค่แถวขบวนที่ยาวเป็นกิโล ต้องกันทางแยกไม่ต่ำกว่า 30 นาที เพื่อให้จักรยานทั้งหมดในขบวนผ่านไปก่อน และการไม่ให้รถขึ้นสะพานยกระดับเลยตลอดช่วงเวลาเกินชั่วโมงที่ขบวนยังคงอยู่ข้างบน ได้แต่หวังว่าวันหลังเราคงจะไม่พยามยามขับรถมาทางเส้นนี้ในช่วงเวลาแจ๊กพอตแบบนี้ก็แล้วกัน

ปิดถนนทั้งฝั่งให้ปั่นขึ้นสะพาน

          แต่สำหรับนักปั่น โดยเฉพาะคนที่ยังใหม่มากแบบผมมีความสุขกับทริปนี้มาก แม้ว่าจะไปคนเดียว ทักคนอื่นบ้างนิดๆหน่อยๆ แต่ช่วงเวลาที่ปั่นบนทางยกระดับนั้นเป็นประสบการณ์ที่เชื่อว่าหลายๆคนต้องติดใจ ถนนปิดสำหรับจักรยานเท่านั้น วิวที่มองลงมาจากสะพานที่นั่งรถผ่านจะไม่ได้ซึมซับมุมมองที่ช้าลงแบบนี้ ลมที่พัดมาเบาๆตลอดเวลาและแดดเช้าที่ยังไม่แรงเกินไป ทำการมาปั่นครั้งนี้ไม่เหนื่อยเกินไปนัก ด้วยความเร็วประมาณ 25-27 กม./ชม.ที่ค่อยๆไล่แซงคนปั่นสบายๆขึ้นไปเรื่อยๆซึ่งก็เข้าใจว่าเร็วแล้วณเวลานั้น ก่อนที่กลุ่มนำพร้อมรถนำบวนจะสวนมาในจุดที่เรายังไปได้ไม่ถึงครึ่งทางของครึ่งทางแรก นี่สินะระดับบนของประเทศ(สังเกตเห็นธงชาติที่อกเสื้อ) 

ขาไปเกาะกันไปดีๆ ลมก็ดีวิวก็ดี

          ปั่นมาจนเริ่มรู้สึกเหนื่อยแบบยังไหวอยู่ก็มาถึงจุดกลับตัวเกือบสุดทางยกระดับ โอ้ สมเป็นงานในกรุงเทพมาก คนแวะถ่ายรูปเป็นที่ระลึก อัพข้อมูลกับโทรศัทพ์ จอดรอเพื่อนเพื่อไปด้วยกัน เป็นร้อยคนได้ก็ค่อยๆเคลื่อนตัวช้าๆผ่านมาแบบยังไม่ติดขัดมากนัก ขากลับเริ่มเห็นคนจอดแวะกันมากขึ้นถ่ายรูป+พักเหนื่อยกันในตัวโอกาสแบบนี้ไม่มีบ่อยๆ ยาวมาจนสุดทางต้องมาขึ้นลงสะพานพระปิ่นเกล้าเริ่มมีปัญหา บางคนหมดแรงหรือรถไม่มีเกียร์ไต่สะพานไม่ไหว และเหลือการกั้นถนนแค่เลนเดียวทำให้พอลงสะพานเร็วๆก็ต้องมาเบียดกันเป็นคอคอด ซึ่งก็ยอมรับได้เพราะคงปิดถนนเกินชั่วโมงไม่ไหว ก็ยังมีเจ้าหน้าที่คอยโบกทางคอยดูแลดีอยู่ตลอด ติดไฟแดงครั้งแรกซักครู่ก็กลับถึงลานคนเมือง ลงทะเบียนปั่นจบ รับอาหารกลางวัน นั่งกินมันที่มุมลานแบบร้อนหน่อยๆเพราะสายแล้วและพักจนพอมีแรงก็ปั่นกลับบ้าน แบบตามพี่ๆกลุ่มข้างหน้ามาจนเขาพามาเข้าทางลัดไปออกเลียบทางรถไฟถึงสะพานพระรามแปด ได้รู้จักทางใหม่ๆที่ยังใช้ปั่นออกกำลังมาจนถึงปัจจุบัน

สนุกสนานกันตรงจุดกลับตัว

ขากลับทิ้งกันยาวๆ คนบางตากว่า


สรุปว่าเป็นงานที่จัดได้ดีมากสำหรับผู้ต้องการออกทริปสั้นๆระยะไม่เกิน 50 km. การจัดงาน บริหารเวลา สถานที่ อาหาร ของที่ระลึกอยู่ในระดับดีมาก น่าจะเนื่องจากผู้จัดมีประสบการณ์มาหลายครั้ง การกั้นรถทำได้ดีที่สุดของงานปั่นในเมือง(ไม่นับคาร์ฟรีเดย์ วันที่ส่วนตัวผมคงไม่ออกไปร่วมงานเพราะดูจะเดือดร้อนผู้ร่วมถนนที่ใช้พาหนะอย่างอื่นไปซักหน่อย) ที่สำคัญได้ทำบุญแบบไม่ต้องมีค่าสมัครเนี่ยหายากมากประทับใจ ถ้ายังคงโครงการดีๆไว้เป็นอีกงานที่จะแวะไปร่วมอีกครับ